ประวัติหลวงปู่ทองอินทร์ กตปุญโญ

info รายละเอียด
๏ ประวัติและปฏิปทา พระราชพัชรญาณมุนี หลวงปู่ทองอินทร์ กตปุญโญ ๏ ท่านเป็นลูกศิษย์ในองค์หลวงปู่ศรี มหาวีโร #อัตโนประวัติหลวงปู่ทองอินทร์_กตปุญฺโญ นามเดิมท่านชื่อ "ทองอินทร์ แสวงผล" ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ปีขาล ณ บ้านหนองแดง ตำบลขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โยมบิดานายนิน โยมมารดานางอ่อน แสวงผล ท่านเป็นบุตรคนแรก ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๑๐ คน เป็นชาย ๕ คน หญิง ๕ คน มีผู้เสียชีวิตแล้วเป็นชาย ๑ คน หญิง ๒ คน นอกจากนี้มีผู้หญิงบวชเป็นชีตลอดชีวิตคือชีสุดใจ แสวงผล(เสียชีวิตในเพศนักบวช) ส่วนผู้ชายที่บวชเป็นพระตลอดชีวิต คือ พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญโญ • #ชีวิตในเพศฆราวาส เมื่อพระอาจารย์ทองอินทร์ ท่านยังเล็กอยู่นั้นได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบ้านหนองแดง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านศรีสมเด็จ แต่เดิมบ้านศรีสมเด็จมีชื่อว่าบ้านหนอง เพราะว่ามีหนองน้ำอยู่ตรงกลางระว่างบ้านหนองแดงกับบ้านหัวหนอง ต่อมาบิดามารดาของท่านได้พาครอบครัวย้ายไปอยู่ใกล้กับป่ากุง ซึ่งต่อมาเป็นวัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง) สมัยที่ท่านยังเด็กท่านเคยนำวัวควายไปเลี้ยงที่บริเวณวัดป่ากุงเสมอๆ ป่ากุงนี้แต่เดิมรกร้างเป็นป่าเก่า มีโบสถ์เก่าแก่ร้างอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งทางร้อยเอ็ดเรียกกันว่ากู่ พอถึงวันสงกรานต์จะมีผู้คนพากันไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ป่ากุงนั้นหรือบางทีก็ไปทำพิธีบวงสรวงสังเวยกันที่ในโบสถ์หรือในกู่ร้างนั้น ต่อมาพระอาจารย์ศรี มหาวีโร หรือที่บรรดาสานุศิษย์ได้ยกนามว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่” หรือ “หลวงปู่ใหญ่” ได้ธุดงค์มาจากสกลนครเพื่อไปบ้านขามป้อม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่ใหญ่ จากคำเล่าลือของบรรดาญาติโยมชาวบ้านที่ได้มีโอกาสไปฟังเทศน์ฟังธรรมของหลวงปู่ใหญ่ ต่างก็พากันเอามาเล่าต่อๆ กันว่า หลวงปู่ใหญ่มีคำสอนที่ลึกซึ้งเข้าถึงความจริงของชีวิตแปลกกว่าที่เคยฟังกันมา และยังได้อบรมให้ชาวบ้านญาติโยม ให้ได้รู้จักวิธีการนั่งสมาธิภาวนา จนเกิดความร่มเย็นเป็นสุขอันมีผลอยู่ภายในใจเป็นอันมาก ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านก็ได้พากันไปนมัสการและฟังธรรมของหลวงปู่ใหญ่จนได้ยินได้ฟังตามตามคำเล่าลือและเกิดความซาบซึ้งในธรรม จึงพร้อมใจกันอาราธนานิมนต์หลวงปู่ใหญ่ให้มาพำนักจำพรรษาและบูรณะวัดป่ากุงร้างนั้น เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวบ้านป่ากุง ขณะนั้นหลวงปู่ใหญ่บวชได้ประมาณ ๙–๑๐ พรรษา • #ชีวิตสมณะเพศ ท่านอุปสมบท ครั้นเมื่ออายุ ๒๑ ปี หลังจากจับฉลากคัดเลือกไม่ติดเกณฑ์ทหารและก็ยังไม่มีครอบครัว ได้เข้ารับการอุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๒.๐๐ น. ณ วัดประชาบำรุง ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม โดยมีพระโพธิญาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาสวาสดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระมหาทองใส เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สาเหตุที่บวชเนื่องด้วยโยมแม่ป่วยหนักรักษามานานแล้ว รู้ตัวเองว่าคงไม่หายแน่นอน ได้สั่งเอาไว้ว่า หากคัดเลือกทหารแล้วไม่ถูก ให้บวชให้แม่ และอีกอย่างธรรมเนียมของคนในท้องถิ่นนั้นได้ถือเป็นประเพณีมานานแล้ว หากลูกชายมีอายุครบ ๒๐ – ๒๑ ปี แล้วก่อนจะมีครอบครัว ต้องบวชเสียก่อน คิดแล้วก็คือบวชตามประเพณี เมื่อบวชแล้วจึงค่อยได้ยินจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ว่า บวชมีหลายอย่างคือ “บวชเล่น บวชลองหรือคำว่าบวชทดลองดู บวชตามครองประเพณี บวชหนีสงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกเฮอา บวชค้าขาย บวชตายเป็นเปรต“ นำไปคิดอยู่สามพรรษาว่า เราจะเอาบวชแบบไหน เลยตัดสินใจเอาบวชหนีสงสาร นับแต่นั้นเป็นต้นมาได้ตัดสินใจมอบกายถวายชีวิตอุทิศแด่พระศาสนา ประกอบกับได้ฟังเทศน์อยู่เนืองนิจจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ จึงตั้งใจประกอบความเพียร และตั้งใจท่องพระปาฏิโมกข์จบในขณะเข้าพรรษาที่ ๒ แต่ในคราวแรกที่บวชเข้ามา ๑๕ วัน พระอาจารย์สุด ธมฺมกาโม ได้ให้ขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์ทั้งที่เรียนยังไม่จบ ตอนบวชพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ออกธุดงค์ยังไม่กลับ แต่กลับมาเมื่อจวนจะเข้าพรรษา และมาคัดเลือกพระได้ ๑๐ รูป รวมทั้งพระอาจารย์ก็ได้ไปด้วย พักค้างคืนที่วัดบึงพลาญชัย ๑ คืน เพื่อรอรถโดยสาร ออกเดินทางเช้าถึงเย็นพอดี จำพรรษาแรกคือวัดป่าสามัคคีธรรม บ้านขามเฒ่า ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ปีนั้นมีพระจำพรรษา ๑๐ รูป ไม่มีสามเณร คณะญาติโยมดีใจมากๆ เพราะไม่เคยมีพระจำพรรษามากอย่างนี้เลย เริ่มเข้าพรรษาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็ได้ประชุมเกี่ยวกับเรื่องระเบียบเพราะมีพระมากมีปัญหามาก เกี่ยวกับเรื่องแจกของ ยกตัวอย่างเรื่องครั้งพระพุทธกาลขึ้นมาเบื้องต้นเรื่อง เรื่องแรกภัตตุทเทศก์คือพระผู้แจกของ เรื่องที่สองพระอุปัฏฐาก เรื่องพระอุปัฏฐากนี้ คณะสงฆ์จัดให้พระอาจารย์ทองอินทร์เป็นผู้อุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ตลอดมาเป็นประจำเวลา ๒ พรรษเต็ม อยู่วัดป่าสามัคคีธรรม บ้านขามเฒ่า ๔ พรรษา วัดหัวดง บ้านน้อยหนองเค็ม ๖ พรรษา แต่ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ไม่ได้จำพรรษาอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ ในพรรษานั้นๆ เลยตั้งสัจจะสมาทานธุดงควัตรไม่นอนตลอดพรรษา ได้กำลังใจมาก ปกติแล้วช่วงที่จำพรรษาอยู่ทางนครพนม ครั้นออกพรรษาแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่จะพาออกวิเวก (หรือคำว่า “ธุดงค์” ซึ่ง นิยมใช้ในปัจจุบัน) บางปีก็ไปทางวัดหนองแซงจังหวัดอุดรธานี (หลวงปู่บัว สิริปุณโณ วัดป่าหนองแซง(ราษฎรสงเคราะห์) อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดหนองบัวลำภู ในปัจจุบัน) ออกจากหนองแซงขึ้นภูเก้า ที่นั่นกันดารมากๆ สิ่งแวดล้อมจำพวกสัตว์ป่ามีมาก เช่น ช้างป่า ช้างบ้านมีมากอยู่ใกล้ๆ กับที่พัก ที่พักก็มีลักษณะเป็นร้านเล็กๆ พื้นปูด้วยฟากไม้ไผ้ บางวันลงจากถ้ำไปหิ้วเอาน้ำคนเดียวเพื่อสำหรับใช้ตอนเช้า มักจะต้องได้ทำความสะอาดบ่อน้ำใหม่ เพราะช้างไปเล่นจนน้ำขุ่น ในช่วงฤดูแล้งของปีนั้นไปด้วยกันสามรูป พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ พระอาจารย์พุทธา พระอาจารย์ทองอินทร์ พระอาจารย์พุทธาทนไม่ไหวเลยกลับวัดหนองแซง คงเหลืออยู่เพียงสองรูป พอเข้าใกล้ฤดูฝน พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่จึงพาลงจากภูเก้า เดินด้วยเท้าไปอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ก็ให้เร่งทำความเพียร ปีนั้นรู้สึกว่าได้กำลังใจเยอะ นั่งอยู่ ๘ คืน เฉพาะกลางคืนมีความสุขสงบดี อยู่นั้นนานหน่อยจวนจะเข้าพรรษา พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็จะพากลับไปที่วัดป่ากุงจังหวัดร้อยเอ็ด โยมก็ไม่มีติดตาม ปัจจัยก็ไม่มีพอ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ปรารภอยู่สองวันนั้นเอง มีโยมนำลูกมอบให้ทั้งที่มีลูกชายคนเดียว และออกจากโรงเรียนวันนั้น เมื่อมีโยมติดตามแล้วแต่ไม่มีค่ารถ ต่อมาวันสองวันเท่านั้น มีโยมมานิมนต์ให้ไปที่บ้าน เพื่อจะทำบุญบ้านและตักบาตรเนื่องด้วยมีเหตุสัตว์ป่าเข้าหมู่บ้านวันหนึ่งเป็นไก่ป่า วันหนึ่งเป็นอีเก้ง บางคนข้าวแดงเวลานึ่งข้าว หากข้าวแดงเขาถือกันว่ามีเหตุไม่ดี อีกประการสัตว์ป่าเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านเขาถือกันนักหนาว่าทั้งหมู่บ้านจะมีเหตุเดือดร้อน เขาเลยพากันทำบุญเบิกบ้าน คนที่นึ่งข้าวมาก็ไม่สบายใจทำบุญที่บ้านของตนอีก เรื่องเดือดร้อนของชาวบ้านก็สงบลงไป จึงได้เข้าใจว่าธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติไม่ให้ทุกข์ยาก ดังนั้นการเดินทางกลับร้อยเอ็ดจึงไม่ติดขัดทั้งโยมติดตามและปัจจัย ไม่นานวันพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็พากลับร้อยเอ็ดโดยทางรถยนต์ประจำทาง เพราะมีผู้ถือปัจจัยให้สะดวกในการขึ้นรถ ครั้นต่อมาเด็กคนนั้นไม่ได้กลับบ้านสักทีก็เลยบวชเป็นเณร แต่พอมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านโยมพ่อของเณรก็เสียชีวิตเสียแล้วเหลืออยู่แต่แม่และพี่สาว มีพี่สาวอยู่ ๔ คน คนหนึ่งก็ได้มาบวชเป็นชีพร้อมชีสิน ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าวัดป่าขวัญเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สามเณรชื่อ สุริโย บัวผาย ชีชื่อ สมร บัวผาย บ้านหินร่อง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ต่อมาโยมแม่ของเณรก็ได้บวชเป็นชีด้วยประจำอยู่วัดป่ากุงเมื่ออายุมากเข้าก็ขอลาไปอยู่บ้านเกิดและเสียชีวิตในเพศนักบวช ส่วนเณรบวชอยู่ได้ ๖ พรรษาหมดบุญวาสนาก็ลาสึกออกไป ก่อนวันจะเข้าพรรษาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พาไปที่เดิมอีก คือ วัดป่าสามัคคีธรรม บ้านขามเฒ่า จำพรรษาอยู่นั่น ๔ พรรษา พอออกพรรษาปีที่ ๔ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็พาออกวิเวกไปทางบ้านแจ้ง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ห่างจากอำเภอออกไปไกล มีถ้ำเยอะ มีถ้ำพระ ถ้ำตาฮด ถ้ำพระเวส พอดีที่ถ้ำตาฮดมีพระจำมากมาก พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่เลยให้พระอาจารย์ทองอินทร์ไปอยู่ถ้ำพระเวส ซึ่งเป็นการไปอยู่เพียงลำพังเป็นครั้งแรกในชีวิตนักบวช เกิดความกลัวมากแต่อยู่ถึงคืนที่สามก็หายกลัว ไปหายกลัวตายอยู่ที่ถ้ำพระเวสนั้นเอง ตอนเช้าตีห้าลงไปจากถ้ำเพื่อไปคอยพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่เข้าสู่หมู่บ้านบิณฑบาต ออกนอกบ้านแล้วแยกจากหมู่คณะขึ้นถ้ำพระเวสเพียงองค์เดียว ที่ถ้ำนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ขี้เกียจภาวนาน้ำไม่ไหล ดีที่ทำให้พระขยันใกล้จะเข้าพรรษา พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็พากลับวัดขามเฒ่า จังหวัดนครพนม เช่นเดิม โยมจากวัดป่าหัวดง บ้านน้อยหนองเค็ม มาขอพระไปจำพรรษา พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ ก็จัดให้พระไป ๔ รูป มีพระอาจารย์สีลา (อาจนิยม) เป็นหัวหน้าและพระอาจารย์ทองอินทร์ก็ไปด้วย ระหว่างพรรษาเร่งทำความเพียรมากโดยเฉพาะเรื่องอดอาหาร แต่ปีที่ ๒ ที่วัดป่าหัวดง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ไปจำพรรษาอยู่ด้วย ในปีนั้นการประกอบความเพียรก็ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งออกพรรษาปี พ.ศ.๒๕๐๗ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ก็พามาเยี่ยมทางวัดป่ากุง ดูการก่อสร้างผู้คนเยอะพร้อมดูหมู่คณะพระเณรมั่วสุมต่างๆ นา ๆ เลยยุ่งใจ เมื่อจะเข้าพรรษาปี พ.ศ.๒๕๐๘ จึงกราบปรึกษาขออนุญาตพ่อแม่ครูอาจารย์ปู่ใหญ่ไปจำพรรษาทางบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เพราะเมื่อก่อนได้ทราบประวัติและปฏิปทาของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หรือบรรดาศิษย์ทั้งหลายได้ยกนามว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์มหาบัว” ซึ่งเป็นผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ มีวิริยะอุตสาหะ ปรารภความเพียรสม่ำเสมอ ไม่ท้อถอย มีข้อวัตรปฏิบัติดี ยึดมั่นในธรรมอันประเสริฐ มีอัธยาศัยไมตรีไม่ขึ้นลง เมื่อกราบลาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ได้แล้วก็เดินทางไปอุดรธานีลงรถยนต์แล้วเข้าไปบ้านหนองตาไก้ เพราะมีคนรู้จักกันที่บ้านหนองตาไก้ พักอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง แล้วให้โยมที่หนองตาไก้ไปส่งที่วัดป่าบ้านตาด จากหนองตาไก้เดินทางเข้าบ้านตาด ข้ามบ้านไปจึงถึงวัดป่าบ้านตาด(วัดป่าเกสรศีลคุณ) ครั้นพอเข้าเขตสถานที่จิตใจเปลี่ยนแปลงไปมาก ท่านพ่อแม่ครูอาจารย์บุญมี ปริปุณฺโณ (ปัจจุบันอยู่ที่บ้านนาคูณ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) ฝากตัวและขอปวารณาตัวให้ท่านแนะนำสั่งสอนตักเตือน รวมทั้งขอทราบพิธีการเข้าหากราบเรียนพ่อแม่ครูอาจารย์มหาบัว แบบไหนท่านรับเอาไว้ให้อยู่ด้วย เพราะเมื่อก่อนกุฏิจำกัดรับพระเณรจำกัด ขณะนั้นพระอาจารย์ทองอินทร์มีจิตที่ยึดมั่นเปี่ยมด้วยศรัทธาจึงได้ตั้งใจไว้ว่าหากพ่อแม่ครูอาจารย์มหาบัวปฏิเสธว่าไม่มีกุฏิ ตัวเองจะขอปักกลดใต้ต้นไม้ เพื่อขออยู่ศึกษา ท่านพระอาจารย์บุญมีก็บอกว่าไม่มีพิธีอะไรเข้าหาท่านอยู่ที่ตัวเราว่าจะตั้งใจอยู่จริงแค่ไหน ตกเย็นหลังทำกิจวัตรเสร็จคือ ปัดกวาดบริเวณวัด ถูศาลา หาบน้ำเสร็จ เตรียมน้ำสรงไว้ที่กุฏิพ่อแม่ครูอาจารย์มหาบัว พระทั้งหมดก็แยกย้ายไปสรงน้ำ (หรือคำว่า อาบน้ำ) ปกติตอนอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ที่ร้อยเอ็ดก็สรงน้ำท่านเสร็จก่อนจึงจะไปทำกิจส่วนตัว คิดว่าจะทำแบบอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่ แต่แล้วกลับเป็นตรงกันข้ามท่านไม่ให้ไปยุ่ง ส่วนพระอาจารย์ทองอินทร์เองก็มีเจตนาอยากจะช่วยบ้างเพราะครั้งหนึ่งในกลางพรรษาตอนที่อยู่วัดป่าหัวดง จังหวัดนครพนม นายวันดี ตั้งตรงจิต ได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์มหาบัวไปเทศน์ที่วัดอรัญในตัวเมืองนครพนม ท่านออกไปสรงน้ำที่วัดป่าหัวดง พระอาจารย์ทองอินทร์ได้จัดเตรียมสถานที่สรงน้ำและปฏิบัติปกติธรรมดาเหมือนกับที่ได้ปฏิบัติหลวงปู่ใหญ่ แต่เมื่ออยู่ภายในวัดป่าบ้านตาด การปฏิบัติพ่อแม่ครูอาจารย์มหาบัวเป็นอีกอย่าง แปลว่าถูกเทศน์(ตำหนิ) ในวันวันแรกเลย พระอาจารย์ทองอินทร์จึงคิดภายใจว่า ความจริงเราโง่เองเพราะพระเก่าที่อยู่ประจำไม่มีอยู่ในบริเวณนั้น แทนที่จะเฉลียวใจว่าท่านคงจะสรงน้ำเองรูปเดียวเป็นประจำมา แต่เราจะถือเอาแบบเดิมอย่างน้อยที่สุดจะได้บิด
25690611_m70YQzS.jpg file_download ดาวน์โหลด
25690611_BpwFsCl.jpg file_download ดาวน์โหลด
25690611_wC92xoR.jpg file_download ดาวน์โหลด